• เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร

เจโทร แนะแนวโน้มผู้ผลิตรถยนต์พัฒนา เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม สนองความต้องการผู้บริโภค “ส่งออก” มั่นใจปี 53 นี้เป้าส่งออกยานยนต์พุ่งถึง 9,793 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

อีเมล พิมพ์ PDF
There are no translations available.

เจโทร แนะแนวโน้มผู้ผลิตรถยนต์พัฒนา เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม สนองความต้องการผู้บริโภค “ส่งออก” มั่นใจปี 53 นี้เป้าส่งออกยานยนต์พุ่งถึง 9,793 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

คาดว่าในปี 2553 นี้จะมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 9,793 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากปี 2552 ทั้งนี้ การส่งออกยานยนต์ในช่วง 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปี 2553 มีมูลค่า 3,205 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 63.29

มร. ชิเงโนริ ฮาตะ รองประธาน องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กล่าวภายในงานสัมมนาเรื่อง “ความท้าทายในตลาดยานยนต์ และเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม” ในงานแสดงสินค้ายานยนต์ ชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่ง 2553 หรือ TAPA 2010 ว่า ปัจจุบันตลาดยานยนต์โลกมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยตลาดกลุ่มประเทศที่กำลังเติบโต อย่างอินเดีย จีน ประเทศกลุ่มอาเซียน และบราซิล เป็นตลาดที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีสัดส่วนการซื้อรถในตลาดโลกเพียง 10% เพิ่มสูงขึ้นเป็น 45% ในปี 2551 เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงทำให้เกิดความต้องการซื้อสูง

ผู้บริโภคในกลุ่มดังกล่าว จะเน้นที่การเลือกซื้อรถยนต์ขนาดเล็ก หรือรถยนต์ที่มีราคาถูก ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวตามความต้องการของตลาด พร้อมทั้งหันกลับมาเน้นที่การบริหารซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันผู้บริโภคปัจจุบันต่างก็ให้ความสนใจกับ “เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม” เนื่องจากเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในด้านเชื้อเพลิง และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ทำให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการใช้พลังงานทางเลือกต่างๆ ที่เหมาะสมสำหรับตลาดในแต่ละประเทศ ผ่านการทำวิจัย และพัฒนาอย่างเข้มข้น ซึ่งผลักดันให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างบริษัทใหญ่ๆ ระหว่างประเทศต่างๆ ดังเช่นที่นิสสัน เลือกเปิดตัว “มาร์ช” ในเมืองไทย การที่โตโยต้า นำแคมรี่ ไฮบริด มาเปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมา หรือแม้แต่การที่ฮอนด้า เตรียมเริ่มการผลิตรถขนาดเล็กที่เทียบเท่ากับ อีโค คาร์ในเมืองไทยในปีหน้า เป็นต้น

“แม้ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบอยู่มาก เนื่องจากนับเป็นศูนย์กลางการผลิต และการส่งออกสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่น แต่ในกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้ประกอบการก็ควรจะให้ความสำคัญกับการวิจัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีต่างๆ ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด รวมถึงควรยกระดับศักยภาพการผลิต และผลิตภัณฑ์ทั้งในแง่การบริหารต้นทุน คุณภาพสินค้า และการส่งมอบงานที่ตรงเวลาและรวเร็ว พร้อมไปกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อีกด้วย” มร.ชิเงโนริ กล่าว

                ด้านนางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบของไทยในปี 2553 มีแนวโน้มการขยายตัว เพิ่มขึ้นตามการส่งออกรถยนต์ โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วน OEM เนื่องจากมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เริ่มส่งผล ทำให้มีคำสั่งซื้อกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนที่ข้อตกลงทางการค้า AFTA มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมาส่งผลให้การส่งออกในตลาดนี้มีการขยายตัวเป็นอย่างมาก โดยมีญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และอินเดีย รวมกันคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 49.42 ส่วนตลาดที่มีอัตราขยายตัวสูง ได้แก่ อินเดียร้อยละ 280.76 ญี่ปุ่นร้อยละ 144.09 และกัมพูชาร้อยละ 120.26

“คาดว่าในปี 2553 นี้จะมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 9,793 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากปี 2552 ทั้งนี้ การส่งออกยานยนต์ในช่วง 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปี 2553 มีมูลค่า 3,205 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 63.29 จากช่วงเดียวกันของปี 2552 คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 32.74 ของมูลค่าเป้าหมายการส่งออกและคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7.2 ของการส่งออกรวมทั้งประเทศ ทั้งนี้ การส่งออกรถยนต์ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2553 (ม.ค.-มี.ค.) มีจำนวนทั้งสิ้น 196,537 คัน ขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 41.59 จากช่วงเดียวกันของปี 2552 ทั้งนี้ จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ปรับเป้าหมายการส่งออกรถยนต์ในปี 2553 จากเดิมที่ตั้งไว้ 600,000 คัน เป็น 800,000 คัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 จากปี 2552 ที่ส่งออกได้จำนวน 535,596 คัน” นางศรีรัตน์ กล่าวเพิ่มเติม

 

* * * * * * * * * *