| กุ้งเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่ประชาชนนิยมบริโภค เนื่องจากมีรสชาติที่เอร็ดอร่อย อีกทั้งกุ้งเป็นอาหารอันทรงคุณค่าทางโภชนาการ มีโปรตีนสูง โปรตัสเซียมสูง อย่างไรก็ตาม กุ้งจัดว่าเป็นอาหารที่มีราคาสูง อาจเกิดจากปัจจัยต่างๆ ซึ่งปัจจุบันกุ้งมีหลายชนิด แต่ที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด ได้แก่ กุ้งชีแฮ้ กุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกราม กุ้งขาว ฯลฯ เมื่อกุ้งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีผู้นิยมบริโภคกันอย่างกว้างขวาง จึงต้องมีการควบคุมและตรวจสอบถึงกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐาน เพื่อให้ผลผลิตกุ้งที่ได้มามีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งมาตรฐานของการผลิตกุ้ง คุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งนั้น เพื่อความยั่งยืนของไทยจึงได้ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกระบวนการหรือระบบการผลิตที่ได้มาตรฐานในการผลิตกุ้งนั้น ต้องมีระบบการจัดการที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ให้มีมาตรฐาน ความสะอาด จัดการสภาพแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะที่ดีของฟาร์มเลี้ยงกุ้งและช่วยรักษาสภาพแวดล้อม รวมถึงการดูแลเอาใจใส่สุขภาพกุ้งเพื่อป้องกันการใช้ยาและสารเคมีในการเลี้ยงไม่ให้มีสารตกค้างในเนื้อกุ้ง โดยมุ่งเน้นผลิตกุ้งอนามัยที่มีความสด สะอาดและปลอดจากยาและสารเคมี ดังนั้น ผู้เลี้ยงกุ้งควรมีแหล่งน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงมีคุณภาพดี สะอาด ปราศจากสารเคมี สารพิษ ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและแหล่งชุมชน ยาฆ่าแมลง และของเสียจากโรงเลี้ยงสัตว์อื่นๆ ซึ่งมีสารอินทรีย์เน่าเปื่อยจากพืชและสัตว์ ซึ่งจะทำให้ออกซิเจนซึ่งจำเป็นต่อการหายใจในน้ำลดต่ำลง กลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อที่ไม่ต้องการอีกด้วยแหล่งน้ำที่ใช้ควรมีปริมาณเพียงพอต่อการสูบใช้ตลอดทั้งปีและมีความเค็มที่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะพื้นที่ ที่มีการส่งน้ำเข้าบ่อเลี้ยงได้โดยไม่ต้องสูบน้ำจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันปัญหาการเลี้ยงกุ้งเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำ เนื่องจากมลภาวะต่างๆ ที่มาจากการเลี้ยงอย่างหนาแน่น และการปล่อยของเสียต่างๆ ลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งทำให้เกิดการหมักหมมในแหล่งแม่น้ำลำคลอง และบริเวณปากแม่น้ำหรือตามแนวชายฝั่งทะเลจนถึงระดับที่การเลี้ยงในหลายๆ พื้นที่ต้องมีความเสี่ยงต่อกุ้งเป็นโรคตายสูงมาก เพราะฉะนั้นการจัดการเรื่องคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงมีความสำคัญมาก ผู้เลี้ยงต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตลอดจนแนวทางในการป้องกันและแก้ไขเพื่อลดปัญหาต่างๆ ที่อาจมีผลต่อคุณภาพของกุ้ง การเลือกสถานที่นับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมความสำเร็จ ประกอบด้วย ปัจจัยหลายประการ ซึ่งเป็นองค์ประกอบในการตัดสินว่าพื้นที่ใดเหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้ง อีกทั้งยังเป็นส่วนช่วยในการเพิ่มมาตรการป้องกันความเสียหายในการเลี้ยงกุ้งด้วย ตลาดกุ้งในปัจจุบันเป็นตลาดที่นับว่าดี เนื่องจากความต้องการของทั้งตลาดภายในประเทศและภายนอกประเทศมีสูง ประกอบกับผลผลิตที่น้อยลงทำให้ราคากุ้งมีราคาค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตาม การส่งออกกุ้งยังมีการเติบโต นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์กุ้งไทยในปัจจุบันยังคงไปได้ ถึงแม้ว่าทั่วโลกประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจ แต่อุตสาหกรรมการส่งออกกุ้งของไทยกลับขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2552 สามารถส่งออกได้ถึง 320,855 ตัน โดยคิดเป็นมูลค่า 77,132 ล้านบาท ซึ่งส่งออกได้ถึง 8% เมื่อเทียบกับปี 2551 ขณะที่คู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม จีน ประสบปัญหาการเลี้ยงกุ้ง ส่งผลให้ผลผลิตลดลง กุ้งไทยจึงเข้าไปชดเชยตลาดผู้ซื้อในส่วนนี้ ขณะเดียวกันไทยก็เพิ่มตลาดใหม่ๆ ได้แก่ ยุโรป โดยจีนเป็นหนึ่งตลาดที่มีศักยภาพมากขึ้น โดยต้องการนำเข้ากุ้งจากไทยตั้งแต่ปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้า ส่วนปี 2553 คาดว่ายอดส่งออกจะใกล้เคียงกับปี 2552 โดยจะมียอดส่งออกประมาณ 380,000 ตัน เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาโรคกุ้งบ้าง การผลิตกุ้งของไทยในปี 2553 ที่จะถึง โดยภาพรวมเบื้องต้นคาดการณ์ว่าผู้เลี้ยงจะสามารถผลิตกุ้งได้ในระดับเดียวกับปีนี้ ที่ 540,000 ตัน แต่อย่างไรก็ตามต้องขึ้นอยู่กับราคา อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมัน สภาพเศรษฐกิจ และอื่นๆ ยืนยันว่าผู้เลี้ยงกุ้งไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตกุ้ง “หากความต้องการของตลาดดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลก เชื่อว่าผู้เลี้ยงกุ้งไทยสามารถเพิ่มยอดผลิตอีก 10% ได้ไม่ยาก และแนวโน้มราคาปี 2553 จะเพิ่มขึ้นอีก 10%” นายสมศักดิ์กล่าว สำหรับปัญหาที่หวั่นวิตกคือ 1.เอดี-สหรัฐ ขอให้รัฐบาลสนับสนุนให้มีการทำการประนีประนอมฯ เพื่อให้มีการพิจารณายกเลิกมาตรการเอดีกับสินค้ากุ้งไทยให้สำเร็จ เพราะตอนนี้ทางเอสเอสเอ หรือกลุ่มชาวประมงกุ้งสหรัฐ เปิดช่องให้แล้ว 2.แรงงานเด็ก ขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญติดตามแก้ไขอย่างเข้มแข็ง เพราะสินค้ากุ้งไทยถูกสหรัฐ นำไปใส่ไว้ในรายการที่เชื่อว่าใช้แรงงานเด็ก 3.ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากเงินบาทค่อนข้างแข็งค่า ต้องการให้ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยอยากให้ ธปท.จับตาดูไม่ให้แข็งค่าจนเป็นอุปสรรคในการส่งออก ทำให้ไทยต้องแข่งขันด้านราคากับประเทศเพื่อนบ้าน 4.การเปิดเสรีอาเซียน (อาฟตา) ที่ปรับลดอัตราภาษีเหลือ 0% ในวันที่ 1 มกราคม 2553 ที่จะถึง ซึ่งจะส่งผลให้มีการนำเข้ากุ้งจากกลุ่มอาเซียนคุณภาพต่ำเข้ามาสวมเป็นกุ้งไทยแล้วส่งออก ทำให้กุ้งไทยเสียชื่อเสียง จึงวิงวอนให้กรมศุลกากรและกรมประมงเข้มงวดการนำเข้ากุ้งจากกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งนี้ปัจจุบันไทยยังเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก โดยส่งออกถึง 380,000 ตัน หรือคิดเป็น 90%-95% ของปริมาณกุ้งผลิตทั้งหมดที่มีประมาณ 540,000 ตัน ด้าน นายเอกพจน์ ยอดพินิจ เลขาธิการสมาคมฯ และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ในช่วงปลายปีนี้การผลิตกุ้งในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีโรคระบาด สภาพอากาศหนาวเร็ว และแปรปรวนบางช่วง ทำให้เกษตรกรหลายรายยังไม่กล้าลงเลี้ยง สำหรับในปี 2553 แม้ว่าแนวโน้มการตลาดมีมากขึ้น แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่จะส่งผลให้ราคาในประเทศตกต่ำลงได้ ดังนั้นเกษตรกรจะต้องคุมคุณภาพกุ้งให้เป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะเรื่องมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งในเบื้องต้น ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี ได้สร้างมาตรฐานการเลี้ยงกุ้ง SSP ขึ้นมาโดยกำหนดให้ผู้เลี้ยงกุ้ง ต้องผ่านระบบจีเอพี และการเพาะเลี้ยงกุ้งในจังหวัด ต้องได้รับการรับรองจุดวิเคราะห์ความเสี่ยงของการปนเปื้อนสารเคมี หรือ HACCP ด้วย เป็นการเตรียมรับมือมาตรฐานของประเทศผู้นำเข้า ที่คาดว่าจะเข้มงวดมากขึ้นในปีหน้า ขณะที่การเลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ไม่ได้มีการขยายตัว เนื่องจากที่ผ่านมาผู้เลี้ยงไม่มีกำไร ทำให้คาดว่าปี 2553 ผลผลิตกุ้งในภาคใต้ฝั่งอันดามันจะทรงๆ หรืออาจจะลดลง สำหรับการเลี้ยงกุ้งในภาคตะวันออก ซึ่งมีกำลังการผลิตประมาณ 30% ของประเทศ ได้รับผลกระทบจากปัญหาเรื่องสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิลดลง ในปี 2553 จะไม่ลดการผลิต แต่จะควบคุมระบบการผลิต ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นในขณะที่พื้นที่การเลี้ยงลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากลูกกุ้งที่มีคุณภาพ ทำให้รอบการเลี้ยงเร็วขึ้น สำหรับพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งนั้น จะปรับเปลี่ยนไปเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่นมาทดแทนการเลี้ยงกุ้ง อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งไทยในปี 2552 ยังคงมีการเติบโต ถึงแม้ว่าจะประสบกับปัญหาด้านต่างๆ อาทิ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ โรคระบาด สภาพอากาศ สำหรับการส่งออกกุ้งในปี 2553 คาดว่าจะมีการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจมีการปรับตัวที่ดีขึ้น | |||
| Source : บ้านเมือง | |||








