| เสริมใยเหล็กข้อมูลรับมือส่งออก ทั้งนี้กรมส่งเสริมการส่งออก โดย นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า เพื่อปรับตัวและกระตุ้นให้การส่งออกปี 2553 ขยายตัว รองรับเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตานั้น กรมฯ ได้ปรับยุทธศาสตร์สำหรับ 9 โครงการที่จะเข้ามาเป็นตัวเสริมเพื่อเป็นส่วนขับเคลื่อนการส่งออก คือ 1.โครงการพัฒนาระบบข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ 2.โครงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร (SR Mark) 3.โครงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหม่ (New Exporters/SMEs) 4.โครงการ Thailand Export Show Case แสดงนวัตกรรมสินค้าส่งออกของไทย 5.โครงการส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์สู่สากล 6.โครงการส่งเสริมสินค้าและธุรกิจบริการเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับ ASEAN-JAPAN Center 7.โครงการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการส่งออก 8.โครงการพัฒนาตลาด AEC เชิงลึก (เน้น CLMV) และชายแดน วงเงิน 30 ล้านบาท และ 9.โครงการพัฒนาระบบตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง 9 โครงการก็มาจากโจทย์ที่ตั้งไว้ ทั้งนโยบายที่ทำต่อเนื่อง ส่งเสริมให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรโดยการสร้างแบรนด์ ภายใต้โครงการ SR mark หรือความรับผิดชอบทางสังคม การทำธุรกิจแฟรนไชส์สู่ระดับสากล ซึ่งจะเป็นกลไกใหม่ๆ ที่จะไม่ได้เน้นแค่การเดินสายจัดงานแฟร์เพียงอย่างเดียว แต่งานแฟร์ก็มีความสำคัญที่จะนำผู้ส่งออกไปพบลูกค้าในต่างประเทศ แต่เราจะใช้วิธีเดินไปกับเค้าและให้ไปจับมือกับธุรกิจทำให้เกดความต่อเนื่อง แต่ในขณะมีแฟร์ จบงานก็ถือกระเป๋ากลับบ้าน หากต่อเนื่องอาจงอกเงยก็จะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย รวมถึงโครงการสร้างผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็เป็นเทรนด์ของโลก ผลิตภัณฑ์กรีน โปรดัก หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยผลิตเยอะมากกำลังผลิตเข้าสู่ตลาด ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐโดยกรมฯ ยังทำน้อยเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการส่งออก ได้กำหนดยุทธศาสตร์โดยนำเอา 10 สินค้าและบริการไทยที่เข้ามา มาเป็นหัวจักรขับเคลื่อน เพื่อกระตุ้นให้การส่งออกปี 2553 ขยายตัวได้ตามเป้า ตามที่ นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ได้ลงนามใน กพร. ถึงการผลักดันให้ยอดส่งออกใกล้เคียง 14% โดยมี 10 กลุ่มสินค้าที่จะเข้ามาช่วยให้การส่งออกขยายตัว คือสินค้ากลุ่มอาหาร ข้าว สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์ประกอบ ผลิตภัณฑ์ยางพารา กล้วยไม้ อาหารและสปาไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็น 70% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด และคิดเป็นมูลค่า 85% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งหมด ดังนั้นการตั้งธงเพื่อจะเพิ่มยอดการส่งออก รวมไปถึงการจัดกิจกรรมการส่งออกให้เหมาะสมกับแต่ละสินค้า แต่ละตลาดน่าจะทำให้ดำเนินการปรับรูปแบบการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าไทยในปี 2553 มีอัตราการขยายตัวได้ 14% อย่างแน่นอน เปิด 10 สุดยอดสินค้า-บริการทำเงิน ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการส่งออก ได้ออกยุทธศาสตร์โดยนำเอา 10 สินค้าและบริการไทยที่เข้ามาเป็นหัวจักรขับเคลื่อน เพื่อกระตุ้นให้การส่งออกปี 2553 ขยายตัวได้ตามเป้า ตามที่ อธิบดีศรีรัตน์ ได้ลงนามใน กพร. ถึงการผลักดันให้ยอดส่งออกใกล้เคียง 14% โดยมี 10 กลุ่มสินค้าที่จะเข้ามาช่วยให้การส่งออกขยายตัว คือสินค้ากลุ่มอาหาร ข้าว สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์ประกอบ ผลิตภัณฑ์ยางพารา กล้วยไม้ อาหารและสปาไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็น 70% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด และคิดเป็นมูลค่า 85% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งหมด ดังนั้นการตั้งธงเพื่อจะเพิ่มยอดการส่งออก รวมไปถึงการจัดกิจกรรมการส่งออกให้เหมาะสมกับแต่ละสินค้า แต่ละตลาดน่าจะทำให้ดำเนินการปรับรูปแบบการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าไทยในปี 2553 มีอัตราการขยายตัวได้ 14% อย่างแน่นอน “ขณะนี้ กรมฯ เปรียบได้กับกรมหน้าด่าน ที่ต้องนำพาเศรษฐกิจการค้าไปข้างหน้า ถ้าไม่มีความพร้อมการขยับไปด้วยความรวดเร็วก็คงตามโลกไม่ทัน เรียกว่าโลกสมัยใหม่ข้อมูลเชิงลึก นับเป็นสิ่งสำคัญ และที่เห็นได้ชัดคือตอนนี้ไม่ง่ายนักที่จะแข่งขันกับคนอื่นได้นั้น นั่นถือว่าสำคัญที่สุด” นอกจากนี้ ธุรกิจ “อี คอมเมิร์ซ” เราก็ให้ความสำคัญ รวมถึงด้านข้อมูล แต่ที่ผ่านมาสำนักงานส่งเสริมด้านการค้าในต่างประเทศที่ส่งข้อมูลเข้ามายังกรมฯ ยังไม่มีระบบข้อมูลที่ไม่คงที่และรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งทำคือการพัฒนาศักยภาพของข้อมูลพื้นฐานให้เข้มแข็ง เพราะหากทำได้นั่นหมายถึงการมีฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง สามารถอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะข้อมูลตลาด สินค้า ธุรกิจบิการ นำเข้า-ส่งออก การจัดระดับผู้ส่งออกที่แข็งแรง ทั้งรายเก่าและรายใหม่ ถือเป็นองค์ความรู้ของกรมที่จะให้บริการแก่ผู้ส่งออก ถือเป็นโจทย์ใหม่ที่ท้าทายสำหรับโลกที่มันสมัย ที่จะทำให้เราดูแลและบริหารกรมฯ ในการให้บริการรอบด้านแก่ทุกธุรกิจ เพราะเราต้องการทำงานเชิงลึกให้มากขึ้น เน้นพัฒนาเอสเอ็มอีสู่ตลาดสากล นอกจากกรมฯ จะเน้นพัฒนาด้านข้อมูลแล้ว การพัฒนาขีดความสามารถของผู้ผลิต “เอสเอ็มอี” โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างในศูนย์หรือสำนักบ่มเพาะเน้นการทำงานเชิงลึก และจะดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงขั้นบุกตลาดต่างประเทศ ทั้งตลาดอาเซียนและอื่นๆ เรียกว่าสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นเพื่อให้ต่อสู้คู่แข่งที่จะเข้ามาจาก 9 ประเทศ รวมถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หากทำแล้วจะมีผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์กว่า 5,000 คน และสามารถสร้างตลาดผ่านระบบเศรษฐกิจบนโลกไซเบอร์หรือโลกออนไลน์ได้ ซึ่งโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองมีผู้แทนจากสำนักงบประมาณฯ และผู้แทนจากกรมบัญชีกลางเข้ามาเป็นกรรมการในการกลั่นกรอง ทุกโครงการจะพิจารณาอย่างรอบคอบและจะเสริมในส่วนที่ขาดหายเพื่อให้โครงการสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งคณะกรรมการทุกคนเห็นพ้องว่าทุกโครงการดีขึ้น แต่หากทำงานแบบเดิมก็จะไม่สามรถช่วยแก้ไขให้ผู้ประกอบการได้ในสภาวะวิกฤติ โดยเฉพาะช่วงการเปิดตลาดอาเซียน การเปิดตลาดอาเซียน หรือเออีซี เป็นตลาดที่ใหญ่มาก เกิดตลาดใหม่ขึ้นมา เกิดตลาดที่รวมไว้กว่า 10 ประเทศ มีประชากร 500 กว่าล้านคน ซึ่งไทยส่งออกในกลุ่มนี้กว่า 70% การทำให้ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันก็ต้องเน้นตลาดภายใน (โดเมสติก มาร์เก็ต) เพราะการมีตลาดภายในเพิ่มขึ้นมาอีก 9 ประเทศ นับเป็นตลาดที่ใหญ่ในตัวของมันเอง ดังนั้นกรมฯ ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้การค้าใน 10 ประเทศขยายตัวอย่างเข้มแข็ง ไม่ใช่แค่การอบรมให้ผู้ส่งออกรู้เรื่องว่าเออีซีหรือเอฟทีเอเป็นอย่างไร และวิธีการแบบนี้เป็นการทำงานเชิงรุกทางธุรกิจในการส่งเสริมให้ตลาดขยายตัว เราต้องช่วยนำพาให้นักธุรกิจไทยเข้าไปรุกในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นอีกตลาดที่ใหญ่มากและเรายังทำได้ ที่สำคัญไทยยังเป็นผู้นำในหลายเรื่อง โดยเฉพาะด้านการค้าที่ไทยได้เปรียบกว่าหลายประเทศ ซึ่งการเปิดเสรีนั้นกระทรวงพาณิชย์เชื่อว่าจะเป็นตัวเสริมการส่งออกขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียนถือเป็นยุทธศาสตร์หลักที่สำคัญ 1 ม.ค.53 เปิดม่านการค้าเสรี 10 ชาติ การที่วันที่ 1 ม.ค.2553 ประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีตามพันธกรณีเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ในกลุ่มสินค้าเกษตรเกือบทุกรายการต้องลดภาษีเป็น 0% นั้น ถือเป็นสิ่งที่กระทรวงเกษตรกังวลโดยเฉพาะการที่ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตร ทั้งในมุมของการผลิตเพื่อบริโภคภายในและการส่งออก ดังนั้นสิ่งที่กังวลต่อกำแพงที่หายไป จะเป็นการมัดมือชกให้กับภาคเกษตรและธุรกิจบริการหรือไม่ แต่จากกระแสส่วนใหญ่มองว่าไทยยังไม่มีความพร้อม โดยเฉพาะมาตรการรับมืออาฟตา ในส่วนที่ไทยยังไม่มีความพร้อม เนื่องจากอาฟตาเกิดขึ้นตั้งขึ้นปี 2535 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในตลาดโลก ทำให้อาเซียนเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เงื่อนไขการเปิดเขตการค้าเสรีจะต้องทยอยลดภาษีการนำเข้าสินค้าต่างๆ ให้เหลือไม่เกิน 0-5% และลดมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีด้วยภายใน 10 ปี ตั้งแต่ปี 2535-2553 ดังนั้นการมีเงื่อนไขเวลาเข้ามาเป็นตัวบีบให้ 10 ประเทศ ต้องปรับเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อรองรับการหลั่งไหลทั้งธุรกิจ สินค้าและบริการหลังปรับลดภาษี เรียกว่าทุกประเทศต้องเตรียมตัว ตั้งรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่เน้นภาคการเกษตรเป็นสำคัญ อย่างไทย พม่า ลาว เวียดนาม อาจต้องใช้เวลาเป็นเวลานาน ประกอบกับเกษตรกรของไทยมีระดับความรู้ที่แตกต่างกันออกไป การเข้าถึงการส่งเสริมทำได้ยาก และส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรรายย่อย ทำให้ปัจจุบันยังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการค้าเสรี สำหรับการเปิดเสรีอาฟตา ไม่เพียงแต่สินค้าเกษตรเท่านั้น ยังครอบคลุม 6 ด้านด้วยกัน คือ 1.การเปิดเสรีการค้าสินค้า 2.การเปิดเสรีการค้าภาคบริการ 3.การเปิดเสรีด้านการลงทุน ใน 5 สาขา คือ เกษตรกรรม ประมง ป่าไม้ เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมการผลิต 4.การเปิดเสรีด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย 5.การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี และความร่วมมือในสาขาอื่นๆ ที่ยังน่าเป็นห่วง คือ กิจการด้านโทรคมนาคม ไอที ขนส่งสินค้า พลังงาน ที่จะมีทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ไทย ซึ่งวันที่ 1 ม.ค.53 ก็เริ่มมีการลดอัตราภาษี เป็น 0% รวม 8,300 รายการ แล้ว แต่ยังคงมีบางประเทศ เช่น ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม หรือประเทศกลุ่ม CLMV ได้ปรับตัวโดยจะลดอัตราภาษีเป็น 0% ในปี 2558 เมื่อถึงเวลานั้นกลุ่มอาเซียนจะมีอัตราภาษี 0% เหมือนกันทั้ง 10 ชาติ” เมื่อมองในมุมของประเทศไทย ที่จะต้องเปิดเสรีนำเข้าในปีหน้ามี 23 ชนิด ค่อนข้างยังน่าเป็นห่วง คือ ปาล์มน้ำมัน และกาแฟ ส่วนสินค้าอื่นๆ ก็จำเป็นต้องได้รับการปกป้องเช่นกัน ปกป้องทั้งตัวสินค้าและตัวเกษตรกร เพราะเมื่อไทยต้องเปิดเสรีในขณะที่ยังไม่พร้อม ก็จำเป็นต้องมีมาตรการภายในประเทศ เพิ่มความเข้มงวดการนำเข้าให้มากขึ้น สินค้าทุกชนิดจะต้องปฏิบัติให้ได้ตามมาตรการที่กำหนดเอาไว้ ทั้งเรื่องคุณภาพ มาตรฐานด้านสุขอนามัยพืชและสุขอนามัยสัตว์ (SPS ) และต้องตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า ในขณะเดียวกันเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการจะต้องผลิตสินค้าให้ได้ตามมาตรการที่กำหนดไว้ โดยสินค้าของอาเซียนทั้งหมดจำนวนกว่า 8,300 รายการนั้น จะมีสินค้าอ่อนไหวที่แต่ละประเทศยังไม่พร้อมเปิดเสรี จึงมีการสงวนไว้ในบัญชีสินค้าอ่อนไหวสูง รวมกันจำนวน 93 รายการ ที่ไม่ต้องลดภาษีเหลือ 0% ในจำนวนนี้ไทยมีสินค้าอ่อนไหวอยู่ 4 รายการ คือ ไม้ตัดดอก มะพร้าวแห้ง มันฝรั่ง และกาแฟ ซึ่งจะลดภาษีลงเหลือ 5% และถึงแม้ที่ผ่านมากลุ่มอาเซียนลดภาษีอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเหลือ 0-5% ถือว่าไม่แตกต่างกันมากนักกับการที่จะลดภาษีลงเป็น 0% ในต้นปีหน้า ซึ่งสินค้าอุตสาหกรรมของไทยที่จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีอาฟตา คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ยางพาราแท่งและยางแผ่นรมควัน และผลิตภัณฑ์สิ่งทอ “สิ่งที่หลายฝ่ายเป็นกังวลในขณะนี้คือ ข้าว ที่ในอดีตคิดว่าไทยมีความพร้อมนั้น อาจจะมีการนำเข้าข้าวที่ไม่มีคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาปลอมปนกับของไทยเพื่อการส่งออก ทำให้กระทบต่อคุณภาพและภาพลักษณ์ข้าวไทย จึงมีมาตรการเข้ามาดูแลการนำเข้าข้าว เช่น การกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์นำเข้า และการตรวจสอบคุณภาพข้าว” นอกจากนี้ไทยก็ยังมีธุรกิจบางกลุ่มยังไม่มีความพร้อมในการเปิดเสรี โดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูป 23 ชนิด ได้แก่ น้ำนมและนมปรุงแต่ง นมผงขาดมันเนย มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ มะพร้าวผล เนื้อมะพร้าวแห้ง น้ำมันมะพร้าว เมล็ดกาแฟ กาแฟสำเร็จรูป ชา พริกไทย กระเทียม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว ถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดในปาล์ม น้ำตาล ใบยาสูบ เส้นไหมดิบ และลำไยอบแห้ง ดังนั้นคงต้องมาดูว่าเมื่อไทยเปิดเสรีไปแล้วในความจริงนั้น เมื่อสินค้าตัวเดียวกันที่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ไทยก็มี สุดท้ายไทยจะได้หรือเสียจากการไหลเข้าของสินค้าเหล่านี้ เพราะถึงแม้สินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าว อาจถือว่าไทยโชคดีที่ได้รับประโยชน์จากการยกเลิกภาษีนำเข้าของประเทศสมาชิกอื่นๆ เพราะในฐานะที่ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 1 แต่หากเรามองในมุมของน้ำตาล ไทยตกไปอยู่เป็นเบอร์ 3 ของโลก เนื่องจากตลาดหลักของไทยคือ อินโดนีเซีย ที่ยอมลดภาษีให้ไทยภายใต้ข้อตกลงอาฟตาเหลือ 5-10% ภายในปี 2558 ดังนั้น เมื่อไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรหลักของโลก ไทยจึงต้องดำเนินการเชิงรุกในการผลักดันให้ประเทศอื่นๆ ลดภาษี เพื่อสร้างความได้เปรียบ สร้างแต้มต่อให้แข่งขันได้ “เมื่อไทยต้องเปิดเสรีในขณะที่ยังไม่พร้อม สิ่งจำเป็นคือมาตรการรองรับ และไทยก็มีมาตรการรองรับหลายข้อออกมาทั้งจากกระทรวงเกษตรในเรื่องการตรวจสอบคุณภาพ การใช้มาตรฐานด้านสุขอนามัยเพื่อป้องกันสินค้าปลอมเปื้อนสารเคมี รวมถึงมาตรการตอบโต้หลายทาง ตลอดจนการค่อยๆ เปิดในบางไลน์สินค้าที่ตามข้อตกลงต้องเปิดเสรี เช่น ข้าว เพื่อป้องกันการหาประโยชน์จากการเปิดเสรีอาฟตา” ทั้งนี้ การเร่งเตรียมมาตรการภายในประเทศ เพิ่มความเข้มงวดการนำเข้าให้มากขึ้น สินค้าทุกชนิดจะต้องปฏิบัติให้ได้ตามมาตรการที่กำหนด ทั้งเรื่องคุณภาพ มาตรฐานด้านสุขอนามัยพืชและสุขอนามัยสัตว์ (SPS ) และต้องตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า ขณะเดียวกันเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการจะต้องผลิตสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดเอาไว้ด้วย อาฟตามีทั้งได้และเสีย จากข้อมูลดังกล่าว ในส่วนของภาครัฐอย่างกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านสินค้าเกษตร และยังเป็นเครื่องมือของราชการในการเดินหน้านโยบายประกันรายได้ให้กับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะข้าว ที่ถือว่าเป็นเส้นเลือดสำคัญเลี้ยงคนทั้งประเทศนั้น งานนี้ “ชุติมา บุณยประภัศร” อธิบดีกรมการค้าภายใน ที่ขอออกมาให้ความมั่นใจว่า ถึงวันนี้ไทยได้เข้าสู่ยุคอาฟตา ยุคที่จะเปิดประตูการค้าเข้าไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มได้อีก 9 ประเทศ แต่ที่ผ่านมายอมรับว่าหลายฝ่ายโดยเฉพาะภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมค่อนข้างกังวลว่า ไทยถูกสินค้าจาก 9 ประเทศเข้ามาตีตลาด ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย แต่ในมุมมองของตนนั้น กลับมองว่า ทุกอย่างอยากให้มองจากของจริง เพราะสินค้าที่ไทยแข่งขันสู้กับต่างประเทศได้ก็มีไม่น้อย แต่ที่ห่วงกันก็เพราะเราเป็นประเทศเกษตรกรรม เราก็มีสินค้าอ่อนไหว โดยเฉพาะข้าว เพราะถึงแม้ไทยจะเปิดก็เปิดเพียงปีแรก (2553) ให้นำเข้าได้เพียงปลายข้าวอย่างเดียว และยังมีโรงงานอุตสาหกรรมนำเข้าปลายข้าวอยู่บ้าง หากจะกระทบคงเป็นส่วนน้อย ส่วนข้าวชนิดอื่นไทยยังไม่เปิดให้ในขณะนี้ ซึ่งมาตรการที่เกิดสำหรับสินค้าเพียงบางตัวจะทำให้ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ทะลัก ซึ่งขั้นต่อไปหากกังวลว่าจะมีการลักลอบนำเข้าทางชายแดนนั้น คงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่น รวมถึงการตรวจสอบคุณภาพสินค้า สารพิษ หรือสิ่งปนเปื้อน เรียกว่าทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกันเพื่ออุดช่องโหว่ให้ได้ นโยบายข้าวไทยยังมีปัญหา ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานพยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานว่า ตอนนี้ประเทศอาเซียนที่ผลิตข้าว คือ ไทย เวียดนาม กัมพูชา พม่า และลาว แต่ที่เป็นคู่แข่งหลักกับไทยคือ เวียดนามเท่านั้น ที่สำคัญเวียดนามไม่มีระบบการรับจำนำ ซึ่งจุดนี้ทำให้ข้าวไทยแข่งขันยากขึ้น แม้การค้าในกลุ่มอาเซียนเปิดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ยังต้องยอมรับว่า แม้ไทยจะครองตลาดเป็นอันดับ 1 แต่ก็เสียตลาดมากขึ้นให้กับเวียดนาม ดังนั้นการเปิดเสรี 10 ประเทศต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าตำแหน่งของไทยในฐานะเบอร์หนึ่งจะเป็นอย่างไร ส่วนมันสำปะหลังและข้าวโพดนั้น กลับพบว่าจากตัวเลขการผลิตในขณะนี้ไทยยังผลิตเพื่อใช้ในประเทศไม่เพียงพอ คาดว่าจะไม่กระทบเท่าใด ชาวนาไทยอยากเห็นความชัดเจน ซึ่งตรงกับมุมมองของ “ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย” ที่เฝ้าติดตามการเปิดการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา อย่างใกล้ชิด จากมุมของชาวนาไทย ค่อนข้างกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องความชัดเจนของนโยบาย วิธีการนำเข้า ช่องทางการนำเข้าที่เสี่ยงต่อการลักลอบนำข้าวด้อยคุณภาพเข้ามาสวมสิทธิ์ข้าวไทย ตลอดจนมาตรการสกัดการปลอมปน โดยเฉพาะข้าวตัดแต่งพันธุ์กรรมที่หากไม่มีมาตรการเข้มงวดกับข้าวประเทศเพื่อนบ้าน ถึงตอนนั้นสิ่งที่ได้คงไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไป “ถึงแม้จะมีมาตรการเปิดนำเข้าข้าวในปีแรกได้เพียงชนิดเดียว คือ ปลายข้าว แต่หากควบคุมไม่ดีพอก็เสี่ยงที่จะกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ยังไงคงต้องยอมรับว่า ถึงหลายฝ่ายจะไม่เห็นด้วยกับการเปิดอาฟตา เมื่อมาถึงวันนี้ไม่มีทางหนีพ้น การสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม คือทางเลือกที่ดีที่สุด นอกจากนี้อยากฝากถึงผู้ที่ออกมาตรการรองรับนั้น ต้องทำอย่างรอบด้าน รวมถึงการมีคณะกรรมการที่จะเข้ามาตรวจสอบ จำเป็นอย่างมากที่ต้องมาจากภาคเอกชน ไม่ใช่เพียงเพียงตัวแทนจากภาคราชการอย่างเดียว” ปาล์มไม่หวั่นกระทบอาฟตา นางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาธิการสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มประเทศไทย กล่าวว่า แม้จะเปิดการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟาไปแล้ว แต่เชื่อว่าจะกระทบสินค้าน้ำมันปาล์มและกระทบกับชาวสวนปาล์มไทยไม่มากนัก แม้ศักยภาพของผู้ผลิตไทยจะด้อยกว่าอินโดนีเซียและมาเลเซียก็ตาม แต่จากมาตรการของรัฐบาลที่เน้นปกป้องอุตสาหกรรมปาล์มภายในประเทศ โดยล่าสุดได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์มแห่งชาติ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการน้ำมันปาล์มแห่งชาติ ในการติดตามข้อตกลงหลังเปิดอาฟตา โดยได้ระบุถึงการนำเข้า ที่เปิดให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นแม่งานรับหน้าที่นำเข้าปาล์มน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตามการจะเปิดให้นำเข้าจะไม่เปิด 100% แต่จะพิจารณาว่าช่วงใด เวลาใดสมควรเปิดนำเข้า โดยมีรัฐบาลคอยบริหารในภาพรวมทั้งหมด การที่ไทยเปิดอาฟตาในสินค้าปาล์มน้ำมันนั้น หากมองในภาพรวมแล้วการเปิดก็เหมือนกับการไม่เปิดอยู่ดี เพราะคณะกรรมการได้กำหนดว่าจะไม่เปิดให้นำเข้าเพื่อมาผลิตเป็นพลังงานทดแทน หรือไบโอดีเซลอย่างแน่นอน ส่วนการนำเข้าก็เพื่อทดแทนในช่วงที่ขาดเท่านั้น ส่วนมาตรการพยุงราคาก็ยังต้องทำต่อไป “ถ้าเราไม่มีมาตรการปกป้องจะทำให้อุตสาหกรรมปาล์มภายในประเทศทั้งระบบพังแน่ แต่เราต้องเข้าใจว่าการเปิดอาฟตาทุกประเทศก็กระทบเหมือนกันหมด ไม่ใช่แค่ไทยจะกระทบเพียงประเทศเดียว แต่ประเทศอื่นอาจกระทบจากสินค้าตัวอื่น ซึ่งไทยส่วนใหญ่ส่งออกสินค้าอ่อนไหวกลุ่มสินค้าเกษตร ส่วนเรื่องปาล์มที่กลัวว่าเราจะเสียเปรียบมาเลเซียนั้น หากเราไม่มีมาตรการรองรับก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นจริง” สำหรับราคาน้ำมันปาล์มในปีหน้านั้น คาดว่าจะอยู่ในสภาวะสูงกว่าปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบจะอิงราคากับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง กากถั่วเหลือง และภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะปัญหาโลกร้อนนั้นกระทบอย่างมาก ทำให้ผลผลิตพืชน้ำมันลดลง แต่ขณะที่ปาล์มน้ำมันอาจโชคดีกว่าพืชทั่วไป เพราะเป็นพืชยืนต้น จึงกระทบน้อยกว่า รวมถึงปัญหาจากจีนและอินเดีย ถึงแม้ 2 ประเทศนี้จะมีปริมาณการเพาะปลูกสูงแต่เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ กลับกระทบผลผลิตมากเช่นกัน เปิดเสรียางไทยได้ประโยชน์แน่ ขณะที่ นายหลักชัย กิตติพล นายกสมาคมยางพาราไทย กล่าวถึงการเตรียมตัวรับเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา ว่า ในส่วนของยางพารานั้นไม่กระทบ เพราะที่ผ่านมาไทยส่งออกยางเป็นอันดับ 1 ของโลก เรียกว่าได้เปรียบด้านการแข่งขันและเชื่อว่าการเปิดตลาดจากอาฟตาเป็น 10 ประเทศกลุ่มอาเซียน จะส่งผลดีต่อการส่งออก โดยเฉพาะด้านจุดแข็งจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่ไทยสามารถนำเข้ายางพาราราคาถูกเพื่อส่งออกได้ แต่อย่างไรก็ตามใช่ว่าจะเกิดแต่ผลดีอย่างเดียว แต่อาจกระทบกับโรงงานภายในประเทศที่ยังไม่มีการปรับตัว แต่เมื่อเทียบแล้วไทยน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า ประชาชนได้ซื้อของในราคาถูกลงจากกำแพงภาษีที่ลดเหลือ 0% ซึ่งเดิมนั้นมีกำแพงภาษีกว่า 30% แต่ตอนนี้ลดเหลือ 5% นอกจากนี้ผลดีในระยะยาวคือการที่ไทยได้ขยายตลาดจาก 60ล้านคน เพิ่มเป็น 600 กว่าล้านคน ดังนั้นหากเราสามารถกำหนดทิศทางทั้งปริมาณการใช้ ผลผลิตและเทรนด์ราคา เชื่อว่าธุรกิจยางจะสามารถทำเงินเข้าสู่เกษตรกรชาวสวนยางและอุตสาหกรรมแปรรูปได้มหาสาร เพราะอย่าลืมว่า ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นประเทศผู้ผลิตยางป้อนโลกกว่า 70% ที่สำคัญเมื่อทราบว่าเราต้องเปิดเสรีการค้าร่วมกัน ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียก็ได้ทำงานร่วมกันทุก 3 เดือน เพื่อประเมินสถานการณ์ของยางพารา จึงเหมือนการเปิดเสรีทำให้เราเข้าใจในกลุ่มกันมากขึ้น และเชื่อว่าเราสามารถสร้างให้อุตสาหกรรมยางพาราเดินหน้าได้อย่างมีศักยภาพ “ตอนนี้ภาครัฐมองเห็นความสำคัญ เห็นได้จากการที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่เข้ามาเป็นประธานประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ น่าจะสร้างจุดแข็งให้ไทยเติบโตได้มากกว่านี้” ส่วนแนวโน้มราคายางพารา คาดว่าราคาจะมีระดับสูงขึ้น เนื่องมาจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะตลาดส่งออกยางสำคัญอย่างจีน อินเดีย และญี่ปุ่นที่จะเริ่มใช้ยางมากขึ้น เพื่อรองรับการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่ขยายตัว นอกจากนี้การที่มีภาครัฐเข้ามาสนับสนุน สภาอุตสาหกรรมที่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ยางพาราที่เน้นส่งเสริมให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อยกระดับราคาให้สูง ทดแทนการส่งออกเพียงวัตถุดิบ เพราะในอนาคตกิจการยางพาราน่าจะขยายตัวต่อไป ช่วยให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น และสร้างมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 เท่า จับตาอาเซียนดันจีดีพีเพิ่ม สำหรับปี 2558 ที่จะทำให้การค้าและเพื่อนบ้านอีก 9 ประเทศมีการเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นเขตเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน หรือเออีซีนั้น น่าจะทำให้จีดีพีไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.75% สูงขึ้นเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศสิงคโปร์ โดยเฉพาะมูลค่าการค้าที่ไทยส่งออกไปยังอาเซียน จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 4,805 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เมื่อมีการส่งออกก็ต้องมีการนำเข้า โดยคาดว่าเมื่อถึงจุดนั้นไทยน่าจะมีตัวเลขการนำเข้าไม่ต่ำกว่า 3,404 ล้านเหรียญ จากประเทศมาเลเซียมากที่สุด การเปิดเขตเสรีอาซียน หรืออาฟตา นั้น ถือเป็นเขตเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาทำให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้มแข็ง และในฐานะที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มนี้ โดยเฉพาะเมื่อโอกาสมาเปิดรอถึงประตูบ้านแล้ว การใช้ประโยชน์จากการลดอัตราภาษีและความร่วมมือเพื่อเดินไปด้วยกัน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะหากทำได้นั่นหมายถึงอาเซียนจะเป็นแหล่งทุนที่ดึงดูดการค้าการลงทุนจากทั่วโลกที่น่าจับตาแห่งใหม่ | ||
| Source : บ้านเมือง : ณัฐินี จันทร์เอียด รายงาน | ||











